วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

[Movie] รีวิว ฤดูที่ฉันเหงา --> (1/2 - - -)

รีวิว ฤดูที่ฉันเหงา

หลังจากการประเดิมการกำกับหนังเรื่องของแดนอย่าง "คืนวันเสาร์ ถึงเช้าวันจันทร์" ก็ทำเอาคนดูอย่างผมได้แต่คิดว่าเขามาถูกทางแล้วกับการเอาดีด้านการกำกับภาพยนตร์ เพราะในเรื่องก่อนนั้นถือว่าดูสนุกอยู่พอสมควรเลย ซึ่งถึงแม้ว่าจะดึงเอาวิธีการทำหนังแบบพี่ยอช์น (แสบสนิทฯ, ส.ค.ส. & วาเลนไทน์ สวีทตี้) กับการเล่นมุกตลกแบบ ชง ตบ ขยี้ ที่เล่นเอาฮาไปหลายฉาก การใส่ความคิดหรือมุมมองตัวเองลงไปในหนัง รวมไปถึงวการใส่ไดอะล็อคคำคมโดนๆ ลงไปในหนังก็ยิ่งเรียกได้ว่าถอดแบบมาจากพี่ยอชน์แทบทุกกระเบียดนิ้ว แถมยังทำได้ดีกว่าผลงานช่วงหลังๆ ของพี่ยอชน์เสียอีก จึงไม่แปลกที่คนดูอย่างผมที่ได้เห็นผลงานเรื่องแรกไปแล้วนั้น จะคาดหวังผลงานในเรื่องต่อๆ ไปเป็นอย่างมาก แต่แล้วความคาดหวังกับผมก็ทลายหายไปกับผลงานในเรื่องที่สองนี้เอง


โดยฤดูที่ฉันเหงานั้นเป็นเรื่องราวความรัก ความอกหัก ในฤดูฝนของคนกลุ่มหนึ่ง (เล่าเรื่องย่อได้แค่นี้จริงๆ เพราะหาแก่นสารแทบไม่ได้) ซึ่งหากจะให้สาธยายความไม่สนุกของหนังนั้นคงได้ยาวเป็นหน้าเลยจะขอเริ่มสรุปย่อๆ กันตรงนี้เลยตั้งแต่จุดแรกนั่นก็คือคาแรคเตอร์ตัวละครที่โคตรน่ารำคาญ ในที่นี้เกิดกับทุกตัวละคนจริงๆ ตั้งแต่ตัวละครเอกยันตัวประกอบที่สร้างความรำคาญได้ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องจริงๆ กับการแสดงที่โคตรเก็กของตัวละครชายทุกคนที่เก็กกันสุึดฤทธิ์แบบไม่มีเสียฟอร์มสักฉาก รวมไปถึงการแสดงโคตรล้นของคู่แจ๊คกับน้องอีกคน ที่ดูเยอะจนน่ารำคาญ และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือบรรดาตัวประกอบที่หยอดมุกไร้สาระ พูดแทรกไปเรื่อยโดยที่ไม่มีความฮาแต่อย่างใด และยังสร้างความอึดอัดกับมุกประเภทนี้ด้วยซ้ำ


ต่อมาคือเนื้อเรื่องที่ไร้แก่นสารในสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อ ที่เมื่อดูตั้งแต่ต้นจนจบแล้วก็ยังดูไม่เข้าใจ ซึ่งไม่รู้ว่าในจุดนี้ผมโง่เกินไปจนดูไม่รู้เรื่อง หรือหนังกำลังหลงทางและไม่มีประเด็นของเรื่องจริงๆ (ซึ่งส่วนตัวเดาว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง เพราะดูจากเสียงบ่นหลายๆ คนตอนเดินออกจากโรง)ต่างจากเรื่องก่อนที่มีประเด็นให้ผมได้เอากลับไปคิด และเกิด conflict ในจิตใจมากมาย ซึ่งข้อเสียทั้งหมดนี้ยังไม่รวมบทพูดที่โคตรผิดที่ผิดทางในการหาคำพูดดีมายัดปากนักแสดงให้พูดไปอย่างนั้น โดยที่ไม่เข้ากับสถานการณ์เอาเสียเลย ทำให้ยิ่งเมื่อเอาไปรวมกับแอคติ้งที่น่ารำคาญแล้วก็ยิ่งหงุดหงิดกันเข้าไปใหญ่

ในส่วนสุดท้ายก็คือการโฆษณาแฝง (อีกแล้ว) ที่หนังไทยแทบทุกเรื่องที่มีบริษัทไทยประกันชีวิตเข้าไปแม่งจะต้องโฆษณาแทรกเข้าไปโคตรไม่เนียน รวมไปถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่จงใจถ่ายให้เห็นฉันจนก็อดคิดไม่ได้ว่า "เกินไปปะ!!" ทำให้ผลรวมที่ออกมานั้นหนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกเหมือนตอนที่ดู "คุณนายโฮ" ที่สำหรับผมแล้วถือเป็นหนังที่ห่วยที่สุดของปีที่แล้วไม่มีผิด จนสุดท้ายหนังก็เหมือนเพลงที่เป็นชื่อเรื่องท่อนหนึ่งว่าสุดท้ายก็ว่างเปล่าาาาาาาาาา




 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น