วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

[Movie] รีวิว Star Trek : Into the Darkness --> (* * * 1/2)

รีวิว Star Trek Into the Darkness
ถ้านับรสนิยมส่วนแล้วทั้งวผมและคงส่วนใหญ่น่าจะเป็นสาวกหนังสงครามอวกาศอย่าง Star Wars ที่มีทั้งดาบเลเซอร์ ปืนเลเซอร์ และฉากยานอวกาศไล่ยิงกันมากกว่าฉากประชุมสภาการเมืองในยานกันแทบทั้งเรื่องแน่ๆ เพราะจากที่ผ่านมาถือว่าเป็นเรื่องยากมากๆ ในการหยิบ Star Trek ภาคเก่าๆ มาดู (ยกเว้นภาคก่อนหน้าของ J.J. Abrahm) ที่จะไม่นั่งหาว หรือนั่งทำอย่างอื่นไปด้วยเพื่อกันไม่ให้ตัวเองหลับไปเสียก่อน ทำให้สารภาพตามตรงว่าดูได้ไม่ครบทุกภาค แถมภาคกัปตันเคิร์กก็มีแต่ความทรงจำที่เลือนลาง ที่พอจำได้ก็มีแต่ภาคที่เป็นกัปตัน ฌอง ลุค พิคาร์ค ไปซะแล้ว แต่หลังจากที่ J.J. Abrahm ตัดสินใจยกเครื่องใหม่นั้่นก็ทำให้ผมมีแรงใจในการติดตามแฟรนไชส์ชุดนี้ต่อไปอีกครั้ง เพราะเฮียแกช่างทำออกมาได้ถูกใจวัยรุ่นดีแท้



หลังจากดูภาคก่อนหน้า (ปี 2009)  จบไปด้วยความปลาบปลื้ม ก็นั่งตั้ง
หน้าตั้งตารอภาคต่อมาจนถึงวันนี้ ซึ่งใจหนึ่งก็กลัวว่าความสนุกจะน้อยลง แต่แล้วกลับประหลาดใจที่หนังยังรักษามาตรฐานได้คงเดิม และยังทำออกมาได้สนุกขึ้นเสียด้วยซ่้ำ เพราะไม่ต้องมานั่งเสียเวลาปูเรื่องทำความรู้จักกับลูกทีมเหมือนในภาคแรกแล้ว ทั้งฉากแอคชั่นที่ดูอลังการให้ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจเหมือนตอนดู Star Wars ใหม่ๆ (แม้ว่าฉากเหล่านั้จะเกิดขึ้นบนยาน และรู้อยู่แก่ใจว่าถ่ายในสตูดิโอ) เนื้อเรื่องที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว มีปมและประเด็นที่น่าติดตามมากๆ ทำให้ 2 ชั่วโมงที่ผ่านไปนั้นเรียกได้ว่ายังไม่ทันรู้ตัวเสียด้วยซ้ำ


โดยจุดเด่นของภาคนี้น่าจะต้องยกเครดิตให้กับตัวร้ายอย่างข่านที่คาแรคเตอร์ทำออกมาได้โคตรเท่ และดูฉลาดเหมาะกับเป็นคู่ปรับของเคิร์กได้สุดๆ กับสงครามจิตวิทยาที่เขาสร้างขึ้นมาให้คนดูได้ลุ้นและคาดเดากันไปอย่างสนุกสนาน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพราะพลังดาราของ Benedict Cumberbatch ที่เคยรับบทบาท Sherlock Holme เวอร์ชั่นซีรี่ย์ได้อย่างดีเยี่ยมซึ่งครั้งก็ไม่ได้ทำให้คนดูผิดหวังแต่อย่างใด รวมไปถึงตัวประกอบอย่าง Simon Pegg ที่รับบทสก็อตตี้ก็สร้างสีสันได้เป็นอย่างดี เหมือนอย่างที่เคยทำไว้ในตอนร่วมทีมกับ Mission Impossible ทั้งหมดนี้จึงส่งผลให้ผมยอมลืม Star Wars ไปชั่วขณะระหว่างที่ชม  Star Trek ภาคนี้ และยกให้เป็นภาคที่ดีที่สุดตั้งแต่เคยดู หากจะนับข้อเสียสำหรับผมก็คงมีแค่อย่างเดียวที่ฉากไคลแม็กซ์ดูโคตรธรรมดาเหมือนจะรีบเร่งจบ ทำให้อารมณ์ของผมค้างเติ่งอยู่ตรงนั้นระดับที่เรียกได้แค่ว่าเกือบฟินแล้วจริงๆ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น