วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2556

[Movie] รีวิว: Django Unchained (* * * *)



รีวิว Django Unchained

ผู้กำกับที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่มักมีสไตล์ในการทำหนังที่เป็นของตัวเองสูงชนิดที่ว่าได้ดูปุ๊บก็มักจะนึกออกเลยว่าเป็นใคร เช่นถ้าอย่าง JJ. Abrahm (Cloverfield, Lost) ก็จะนึกถึงความลึกลับ และปริศนาต่างๆ หรืออย่าง Christopher Nolan (Inception, The Prestige) ก็จะเป็นอะไรที่ซับซ้อนเหนือชั้น หรือถ้าเป็นแบบ Michael Bay (Transformer, Armageddon) ก็จะเป็นแนวระเบิดภูเขาเผากระท่อมล้างบางไป แต่สำหรับผู้กำกับสุดจิ๊ดที่มีชื่อว่า Quintin Tarantino แล้วผมคงนิยามได้ว่าเขาชอบทำหนังแนว "กวนตรีน"

โดยส่วนมากหนังทุกเรื่องของเฮียแกนั้นจะไม่สามารถนิยามและจัดหมวดหมู่ได้อย่างชัดเจนว่าเป็นหนังแนวอะไร บางครั้งที่หนังของเขามีฉากฆ่ากันตาย จนเลือดกระฉูดเกินจริง หรือคอขาดอย่างโหดนั้น ก็ยังสามารถทำให้คนดูขำ และฮาก๊ากไปกับฉากเหล่านั้นได้ บางครั้งก็แทรกดราม่าเข้ามาอย่างงงๆ จนผมนิยามออกมาได้คำเดียวจริงๆ ว่า "กวนตรีน" ซึ่งสำหรับ Django Unchained นั้นจัดเป็นหนังประเภทคาวบอยที่กวนตรีนโดยแท้ เรียกได้ว่าตั้งแต่ฉากเปิดยันฉากจบนั้น มีความยียวนกวนบาทาแทบทั้งเรื่อง แม้ว่าหนังงจะเล่าประเด็นเข้มข้นอย่างเรื่องการค้าทาสและการเหยียดผิวสีก็ตาม

Django Unchained นั้นเป็นเรื่องของ จังโก้ ทาสผิวสีที่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากนักล่าค่าหัวที่ชื่อว่า ดร. ชูลส์ จนจับพลัดจับผลูได้มาเป็นคู่หูกัน และยังต้องร่วมกันตามหาเมียของจังโก้ที่ถูกจับแยกจากกันไว้ ซึ่งพล็อตเรื่องจริงๆ ก็มีประมาณนี้ แต่น่าแปลกที่หนังทำออกมาได้อย่างสนุกอย่างเหลือเชื่อ ทั้งฉากแอคชั่นที่บ้าคลั่ง ความน่าติดตามของเนื้อเรื่อง รวมไปถึงพลังการแสดงของดาราแต่ละคนที่ตรึงผมไว้ไม่ให้ละสายตาไปจากจอได้เลย

จะว่าไปสไตล์การทำหนังของเฮียเควนตินก็เรียกได้ว่าไม่ได้เปลี่ยนไปเลย คือถ้าหากเปรียบแล้วเหมือนได้ดู Ingorius Basterds ใหม่อีกครั้งในรูปแบบของหนังคาวบอย เพราะองค์ประกอบหลายๆ อย่างแทบจะเหมือนกันในทุกกระเบียดนิ้ว ต่างกันตรงที่การเล่าเรื่องของ Django นั้นอาจจะดูง่ายกว่า และเข้าถึงผู้คนทั่วไป หรือกลุ่มคนดูหนังตลาดได้มากกว่า เพราะเป็นการเล่าเรื่องตรงๆ ถึงแม้จะมีการแบ่งองค์เรื่องอย่างเห้นได้ชัดตามสไตล์ แต่ก็ยังเดินหน้าเป็นเส้นตรงอยู่ดี ต่างกับหนังเรื่องก่อนๆ ที่ใช้วิธีเล่าเรื่องแบบเป็นบทๆ มีการตัดสลับไปมาระหว่างตัวละคร หรืออดีตกับปัจจุบัน

และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในหนังของเฮียแกก็คือความ "กวนตรีน" คือมีหลายๆ อย่างที่คนดูจะรู้สึกได้ว่าอยู่ผิดที่ผิดทาง เช่น เพลงประกอบที่มีแต่เพลงคลาสสิค ไปจนถึงฮิปฮอป!#@$ หรือ Dialogue ต่างๆ ที่ไม่ควรจะเกิด ก็ดันเกิดขึ้นมาจากปากนักแสดง จนคนดูเริ่มงงว่า พวกแม่งคุยอะไรกันวะ แต่ความผิดที่ผิดทางนั้นกลับกลมกลืนไปกับหนังได้อย่างประหลาดจนเกิดเป็นสไตล์ที่ดูเท่โคตรๆ แต่ละประโยคที่ออกมานั้นล้วนแล้วแต่ปรุงแต่งมาแบบกวนตรีนได้ใจ นี่ยังไม่รวมถึงความผิดที่ผิดทางที่จับเอา Leonado Dicaprio ที่เคยมีแต่บทดีๆ มารับบทตัวร้าย แทนที่จะสลับกับบทคุณหมอฝ่ายดีอย่าง Christoph Waltz ที่เคยมีแต่บทร้ายๆ ก็ยิ่งทำเอาภาพลักษณ์ของทั้งคู่ดูแปลกเข้าไปกันใหญ่ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเรื่องดี เพราะทั้งคู่ต่างฉีกภาพลักษณ์ที่ตัวเองมีได้อย่างสะใจสุดๆ

หากจะให้เขียนอวยหนังของเฮียแกก็กลัวว่าจะยาวไปกันใหญ่ เพราะตลอดเวลา 2 ชั่วโมง 40 นาทีนั้นเป็นอะไรที่อิ่มเอมและมีอะไรไรมากมายที่น่าพูดถึงเหลือเกิน แต่เอาเป็นว่า Django Unchained นี้คือหนังสุดคัลท์ ที่ดูง่ายแสนง่าย มีแง่คิด จิกกัดอย่างเมามันส์ ที่จะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับฉากแอคชั่นและบทฮาๆ ที่มีอยู่ได้ตลอดทั้งเรื่อง เรียกได้ว่าคุ้มค่าสมการรอคอยมากๆ ครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น