วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

[Movie] รีวิว พี่มาก... พระโขนง -> (* * * 1/2)

4 เหตุผลที่ผมรักพี่มาก...พระโขนงมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!


1. เหล้าเก่าที่ยังมีมุมมองใหม่
       ถ้านึกถึงเวลาที่คนหยิบเอาตำนานแม่นาคมารีเมคแล้ว หลายๆ คนคงโอดครวญว่าเอามาทำซ้ำๆ อยู่ได้น่าเบื่อจะได้ตายแล้ว แต่ GTH กลับกล้าที่จะหยิบตำนานนี้ขึ้นมาทำใหม่ ตีความใหม่ในมุมมองของพ่อมาก แทนที่จะเป็นแม่นาคเหมือนทุกเวอร์ชั่นไป ซึ่งนอกจากมุมมองที่แตกต่างแล้วหนังยังไม่ทำสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้คือการเปลี่ยนโทนเรื่องใหม่ จากที่หดหู่ เศร้าๆ น่ากลัว และเครียดอยู่ตลอดทั้งเรื่องจากเวอร์ชัี่นที่ผ่านๆ มา กลายมาเป็นหนังวัยรุ่นที่พึ่งฉากหลังเป็นเรื่องแม่นาคพระโขนง และใส่สไตล์ของตัวเองเป็นอย่างมันส์มือจนรได้ความสดใหม่ แม้ว่าจะเป็นเรื่องราวเดิมๆ ที่เคยดูมาตั้งหลายเวอร์ชั่น

2. วัฒนธรรมปัจจุบันแต่ฉากหลังเป็นอดีต
       ในส่วนนี้ทำให้หนังมีลูกเล่นได้เยอะมาก การที่ใช้ธีมทุกอย่างเป็นอดีต และจับคนสมัยใหม่ไปอยู่ในนั้น ผลที่ออกมาคือภาษาใหม่ในฉากหลังเก่าเอาจริงๆ ผมว่าส่วนนี้มีส่วนมากๆ เพราะที่ผ่านมาการใช้ภาษาโบราณที่เราไม่ชิน หลายๆ อย่างที่อาจดูซึ้งกลับกลายเป็นอะไรที่ดูน่าตลกซะมากกว่า การที่ปรับเปลี่ยนมาใช้ภาษาวัยรุ่นช่วยให้คนดูอินกับเรื่องราวได้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นตอนคุยกันก็สามารถเข้าใจได้เลย ไม่ต้องมานึกแปล อีกทั้งยังเอื้อต่อการเล่นมุกตลกให้ทันสมัยได้อีกด้วย 
       รวมไปถึงการหยิบเอาการเที่ยวงานวัดที่เปรียบเสมือนการเดทกันของหนุ่มสาวในสมัยนี้ใส่เข้าไป ก็มีลูกเล่นมากมายให้เล่าได้อีกหลายฉาก เพราะผมก็นึกภาพไม่ออกค่อยออกเหมือนกันว่าคนโบราณจีบกันยังไง เที่ยวกันยังไง การใส่ฉากในส่วนนี้เข้ามายิ่งเหมือนเป็นการตอบโจทย์มากๆ 


3. Feel Good ที่ถูกที่ถูกเวลา
       ความเป็น Feel Good ของ GTH ปกติแล้วก็อาจไม่ได้ดีเสมอไป อย่างหลายๆ เรื่องที่ผ่านมาเช่น Count Down นี่รู้สึกว่าดาร์คมาขนาดนี้แล้วไม่น่าหันกลับไป Feel Good เลย หรืออย่างบางเรื่องที่ Feel Good มามากเกินไปจนสุดท้ายทำตกม้าตายเปลี่ยนอารมณ์คนดูไม่ทันเมื่อต้องเข้าฉากซึ้งๆ แต่ในเรื่องนี้กลับทำได้ดีจนน่าตกใจ เพราะที่จริงแล้วหนังทำเอาเรามาฮามาตลอดทั้งเรื่อง น่าแปลกสุดท้ายกลับบิวท์คนดูอย่างผมจนน้ำตาซึมได้ เมื่อสังเกตดูดีๆ ก็จะพบว่าหนังแอบหยอดอะไรกับเราอยู่รายทางถึงความสัมพันธ์ของพ่อมากและแม่นาค รวมถึงการเฉลยปมต่างๆ ที่ทำออกมาได้ซึ้งสุด ทำให้ผลที่ออกมาคือใช้เวลาเพียงไม่นานแต่บิวท์คนดูอยู่หมัดจริงๆ

4. คาแรคเตอร์ตัวละคร และสถานการณ์บังคับ
      ในขณะที่หนังตลกส่วนมากมักใช้ดาราตลกกันอย่างสิ้นเปลืองและเล่นมุกคาเฟ่กันเกร่อจนแทบไม่ฮา ต่างกับหนังตลกในปัจจุบันที่เริ่มให้ความสำคัญกับคาแรคเตอร์ตัวละคร และสถานการณ์สุดฮาแทน เหมือนอย่างเรื่องนี้ืที่ใช้ตัวละครหลักเพียง 5-6 คนแต่กลับเล่นมุกกันอย่างรู้จังหวะ มีชง มีตบ มีขยี้ แบบที่ไม่มีใครแย่งซีนใคร แต่ละ Dialogue เข้ากับสถานการณ์มากๆ แม้ว่าบางมุกจะหยิบมาเล่นซ้ำ แต่เมื่อเล่นกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปก็ยังฮาได้เหมือนเดิม หรือได้มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ ทำให้แม้ว่าเรื่องนี้จะใช้ตัวละครเพียงน้อยนิดแต่ด้วยตัวตนของแต่ละคน และจังหวะมุกที่ฮาได้โล่ห์ก็ทำให้คนดูหัวเราะและยิ้มร่าไปได้ทั้งเรื่อง


 




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น